เลือกหนังสือเล่มต่อไปยังไงให้ไม่ผิดหวัง
เขียนโดย พลอย ศิริวรรณ
บรรณาธิการบริหาร
เผยแพร่ · อัปเดต · อ่าน 8 นาที
หน้านี้มีลิงก์ไปยังร้านค้าพันธมิตร thisbook อาจได้รับค่าคอมมิชชันเมื่อคุณซื้อผ่านลิงก์ โดยไม่มีผลต่อราคาที่คุณจ่ายและไม่มีผลต่อคะแนนรีวิว — อ่านนโยบายฉบับเต็ม
สรุปสั้น
อย่าเริ่มจากคำถามว่าเล่มไหนดี แต่ให้เริ่มจากว่าตอนนี้คุณติดอยู่ที่อะไร แล้วค่อยหาหนังสือที่ตอบโจทย์นั้น วิธีนี้ลดโอกาสซื้อแล้วไม่ได้อ่านลงมาก เพราะหนังสือที่ตรงกับปัญหาปัจจุบันจะมีแรงดึงให้กลับไปอ่านต่อเอง
สรุปประเด็นสำคัญ
- หนังสือที่ซื้อแล้วไม่ได้อ่านมักเป็นเล่มที่ซื้อตามคำแนะนำ ไม่ใช่ตามปัญหาของตัวเอง
- อ่านสารบัญและบทแรกก่อนตัดสินใจ เป็นตัวชี้วัดที่แม่นกว่าคำโปรยหลังปก
- ความหนาของเล่มเป็นตัวแปรสำคัญกว่าที่คิดสำหรับคนที่เพิ่งกลับมาอ่าน
- หนังสือแปลควรดูสำนวนแปลจากตัวอย่างก่อน เพราะเป็นสิ่งที่ตัดสินว่าจะอ่านจบหรือไม่
- ถ้าเล่มไหนอ่านไปสามสิบหน้าแล้วยังไม่อยากอ่านต่อ ให้วางได้เลยโดยไม่ต้องรู้สึกผิด
คนส่วนใหญ่เลือกหนังสือจากคำแนะนำ ไม่ว่าจะเป็นรายการหนังสือขายดี โพสต์ในโซเชียล หรือเพื่อนที่ชอบอ่าน วิธีนี้ได้หนังสือดีแน่ แต่ไม่ได้แปลว่าจะได้หนังสือที่เหมาะกับคุณตอนนี้ และนั่นคือสาเหตุที่ชั้นหนังสือหลายบ้านเต็มไปด้วยเล่มที่ยังไม่ได้แกะพลาสติก
เริ่มจากปัญหา ไม่ใช่จากรายชื่อหนังสือ
ก่อนเปิดร้านหนังสือออนไลน์ ลองตอบคำถามเดียวให้ได้ก่อนว่าอะไรคือสิ่งที่คุณติดอยู่ตอนนี้ คำตอบยิ่งเฉพาะเจาะจงยิ่งดี เช่น แทนที่จะบอกว่าอยากพัฒนาตัวเอง ให้ระบุว่าตั้งเป้าหมายแล้วทำได้ไม่ถึงสองสัปดาห์ทุกครั้ง หรือแทนที่จะบอกว่าอยากเก่งเรื่องเงิน ให้ระบุว่าไม่รู้จะเริ่มลงทุนยังไงเมื่อมีเงินเก็บก้อนแรก
คำถามที่เฉพาะเจาะจงพาไปสู่หนังสือที่เฉพาะเจาะจง และหนังสือที่ตอบปัญหาที่คุณกำลังเจออยู่จริงจะมีแรงดึงให้กลับไปอ่านต่อ ต่างจากหนังสือดีที่ยังไม่ถึงเวลาของมัน
ลองใช้ประโยคนี้เป็นตัวตั้ง
“ตอนนี้ฉันติดอยู่ที่ ______ และอยากให้หนังสือช่วยฉัน ______” ถ้าเติมช่องว่างทั้งสองไม่ได้ แปลว่ายังไม่ถึงเวลาซื้อหนังสือเล่มใหม่
อ่านอะไรบนหน้าสินค้าก่อนตัดสินใจ
คำโปรยหลังปกเขียนขึ้นเพื่อขาย จึงเป็นแหล่งข้อมูลที่ลำเอียงที่สุด สิ่งที่บอกความจริงได้มากกว่ามีสามอย่าง
- สารบัญ — บอกได้ทันทีว่าหนังสือครอบคลุมอะไรและลึกแค่ไหน ถ้าชื่อบทเป็นนามธรรมทั้งเล่ม มีโอกาสสูงที่เนื้อหาจะเป็นการให้กำลังใจมากกว่าวิธีการ
- จำนวนหน้าเทียบกับขอบเขตเนื้อหา — หนังสือ 200 หน้าที่สัญญาว่าจะสอนทุกอย่างเรื่องการลงทุน มักไม่ลึกพอในทุกเรื่อง
- ประวัติผู้เขียน — เขาทำเรื่องนี้มาจริงหรือแค่รวบรวมงานคนอื่นมาเล่า ทั้งสองแบบมีที่ทางของมัน แต่ให้คาดหวังต่างกัน
ความหนาสำคัญกว่าที่คิด
สำหรับคนที่เพิ่งกลับมาอ่านหนังสือ อุปสรรคไม่ใช่ความยากของเนื้อหาแต่คือความรู้สึกว่าอ่านไม่มีวันจบ การได้อ่านจบสักเล่มมีผลต่อความมั่นใจมากกว่าที่คิด เราจึงแนะนำให้เริ่มจากเล่มไม่เกิน 250 หน้าเป็นสองสามเล่มแรก แล้วค่อยขยับไปเล่มหนา
ถ้าเป็นหนังสือแปล ให้ดูสำนวนก่อน
หนังสือแปลที่เนื้อหาดีแต่สำนวนแปลติดขัด จะทำให้อ่านช้าลงและวางกลางคันได้ง่าย ร้านออนไลน์ส่วนใหญ่มีตัวอย่างหน้าแรกให้ดู ให้ใช้เวลาสองนาทีอ่านตัวอย่างนั้นก่อนตัดสินใจ ถ้ารู้สึกว่าต้องอ่านซ้ำเพื่อเข้าใจประโยคธรรมดา ให้พิจารณาฉบับต้นฉบับหรือรอฉบับแปลใหม่
อนุญาตให้ตัวเองวางหนังสือได้
กฎที่เราใช้กันในทีมคือให้โอกาสหนังสือสามสิบหน้า ถ้าอ่านครบแล้วยังไม่มีอะไรดึงให้อ่านต่อ ให้วางได้เลย ความรู้สึกผิดที่ต้องอ่านให้จบทุกเล่มเป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ที่ทำให้คนหยุดอ่านหนังสือไปเลย เพราะติดอยู่กับเล่มที่ไม่สนุกจนไม่ได้เริ่มเล่มถัดไป
ถ้ายังไม่รู้จะเริ่มตรงไหน
ชุดคัดสรรของเราจัดกลุ่มหนังสือตามปัญหาของผู้อ่าน ไม่ได้เรียงตามความดัง ลองเลือกชุดที่ตรงกับสิ่งที่คุณกำลังติดอยู่ที่สุดเป็นจุดเริ่ม
คำถามที่พบบ่อย
ควรอ่านหนังสือกี่เล่มต่อปี
ไม่มีตัวเลขที่ถูกต้อง การตั้งเป้าจำนวนเล่มมักทำให้เลือกเล่มบางเพื่อให้ตัวเลขสวย ซึ่งขัดกับเป้าหมายจริงคือได้อะไรจากการอ่าน ถ้าจะตั้งเป้า ให้ตั้งเป็นเวลาต่อวันแทนจำนวนเล่มต่อปี
อ่านหลายเล่มพร้อมกันดีไหม
ได้ถ้าเป็นคนละแนว เช่น นิยายหนึ่งเล่มคู่กับหนังสือความรู้หนึ่งเล่ม แต่การอ่านหนังสือแนวเดียวกันพร้อมกันหลายเล่มมักทำให้จำสลับกันและไม่จบสักเล่ม
ควรซื้อหนังสือตามรายการขายดีไหม
รายการขายดีบอกได้แค่ว่าคนซื้อเยอะ ไม่ได้บอกว่าเหมาะกับคุณ ใช้เป็นจุดเริ่มในการสำรวจได้ แต่ควรตรวจสารบัญและกลุ่มผู้อ่านที่หนังสือเขียนถึงก่อนตัดสินใจเสมอ
อ่านรีวิวจากที่ไหนถึงจะเชื่อถือได้
ดูรีวิวที่ระบุข้อเสียของหนังสือด้วย รีวิวที่มีแต่คำชมมักเป็นการโปรโมต และดูว่าผู้รีวิวเขียนถึงเนื้อหาเฉพาะในเล่มหรือพูดกว้าง ๆ เท่านั้น